เทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

##plugins.themes.bootstrap3.article.main##

นภาภรณ์ พิพัฒน์
ดร.วิชัย ตันศิริ
ดร.กนกรัตน์ ยศไกร

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษารูปแบบ กระบวนการสื่อสาร และพลวัตของการใช้สื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสารใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ยุคพฤษภาทมิฬ (พ.ศ. 2534-2535) ยุคทักษิณ (พ.ศ. 2544-2549) และยุคหลังรัฐประหาร (พ.ศ. 2550-2554)  2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลจากพรรคพลังประชาชน และ 3) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


จากการศึกษาพบว่า การใช้สื่อและการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสื่อสารในช่วงเวลาต่างๆ แม้ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบทันทีทันใด แต่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร การแพร่กระจายชุดความคิดอุดมการณ์ การระดมมวลชน และปลุกระดมทางคิดต่อผู้รับสาร โดยเฉพาะในกรณีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ สำหรับเหตุการณ์ช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 ผลวิจัยสนับสนุนผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ระบุถึงบทบาทของเทคโนโลยีการสื่อการที่ถูกนำมาใช้ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองในขณะนั้น โดยพบว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่มีบทบาทมากกว่าเครื่องชี้สถานะ “ชนชั้นกลาง” แต่ได้กลายเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างผู้ชุมนุมในพื้นที่กับโลกภายนอก รวมทั้งเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญที่สื่อมวลชนใช้ในการรายงานสดสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทางการเมือง ประการถัดมา การเลือกใช้สื่อของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในลักษณะของการบูรณาการสื่อ (Integrated media communication) ทั้งสื่อดั้งเดิม และสื่อใหม่ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสื่อสาร และสร้างพลวัตการสื่อสารให้มีความต่อเนื่อง รวมทั้งขยายขอบเขตการสื่อสาร ทั้งทางกายภาพ และในโลกออนไลน์ ครอบคลุมกลุ่มผู้รับสารได้โดยตรง อีกทั้งยังสร้างรูปแบบและกระบวนการสื่อสารที่ผสมผสานไม่ตายตัว มีทั้งการสื่อสารทางเดียว (One way communications) และการสื่อสารสองทาง (Two ways communications) ขณะที่ผู้รับสารก็มีลักษณะของการเป็นผู้รับสารเชิงรุก (Active seeker) มากกว่าเป็นผู้รับสารในลักษณะผู้ตาม (Passive audience) และในบางกรณีก็เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ส่งสาร (sender) ไปพร้อมๆ กัน  ประการสุดท้าย การศึกษาพบว่า “คน” ยังคงเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีบทบาทสูง ทั้งการสื่อสารระหว่างบุคคลและการสื่อสารกลุ่ม ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะในกรณีของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

##plugins.themes.bootstrap3.article.details##

ส่วน

บทความวิจัย