อุปลักษณ์มโนทัศน์ “เวลาเป็นพื้นที่”: การศึกษาตามแนวทาง ภาษาศาสตร์ปริชาน คําว่า “หน้า” และ “หลัง” ในภาษาไทย
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่องอุปลักษณ์ตามแนวเดิมที่ผ่านมาเป็นการศึกษาในเชิงความสละสลวยของภาษาเพื่อให้ ผู้อ่าน ผู้ฟังเกิดภาพพจน์โดยเป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งให้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง แต่หลังจากที่เลคอฟฟ์และจอห์นสัน (1980) ได้เสนอแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับการศึกษาอุปลักษณ์ที่สัมพันธ์กับระบบความคิดของมนุษย์ท้าทาย การอธิบายอุปลักษณ์ตามแนวเดิม เขาได้เสนอว่าการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งให้เป็นอีกสิ่งหนึ่งเกิดเป็นอุปลักษณ์นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ภาษาเท่านั้น แต่สัมพันธ์กับระบบความคิดหรือมโนทัศน์ของผู้ใช้ภาษา อีกทั้งยัง แสดงกระบวนการคิด การให้เหตุผลของมนุษย์ด้วย ซึ่งจากแนวคิดดังกล่าวนี้ มโนทัศน์ที่สําคัญระบบหนึ่ง คือ มโนทัศน์เวลาเป็น เวลาเป็นพื้นที่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องระบบมโนทัศน์เวลาเป็นพื้นที่ในภาษาไทย โดยจะเป็น กรณีศึกษาคําบอกตําแหน่งสองคํา ได้แก่ “หน้า” และ “หลัง” ในภาษาไทยตามแนวคิดของทฤษฎีภาษาศาสตร์ ปริชาน ผลการศึกษาพบว่า การใช้คําบอกตําแหน่ง “หน้า” และ “หลัง” ดังกล่าว เป็นอุปลักษณ์แสดงเวลา ทั้งสองคํานี้สามารถบอกเวลาในอดีตและปัจจุบันได้ ขึ้นอยู่กับตําแหน่งการเกิดของเวลาที่สัมพันธ์กับตัวผู้พูด หรือผู้สังเกตการณ์ ตลอดจนขึ้นอยู่กับการเรียงลําดับของเหตุการณ์ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งจะเป็น หลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ใช้ภาษาจะใช้อุปลักษณ์พื้นที่เพื่อบอกมโนทัศน์เวลา นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง พื้นที่กับเวลานั้นเป็นส่วนที่เกิดขึ้นในระบบความคิดของมนุษย์อีกด้วย