การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติการพยาบาลป้องกันการถอดท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผนในผู้ป่วยวิกฤต
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development) เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลป้องกันการถอดท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน (unplanned extubation: UE) กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง จากพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 12 คน และผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม 3 กลุ่ม จำนวน 110 คน คือ กลุ่มก่อน กลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติ จำนวนกลุ่มละ 40 คน และกลุ่มหลังปรับการใช้แนวปฏิบัติ ในหัวข้อการประเมินพฤติกรรมการเคลื่อนไหว จำนวน 30 คน เครื่องมือ คือ แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นจากหลักฐานเชิงประจักษ์ แบบประเมินความรู้การดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกัน UE และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.98, 0.76 และ 0.93 ตามลำดับ แบบประเมินความรู้การดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกัน UE มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธี KR-20 เท่ากับ 0.85 และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติ ค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีครอนบาค แอลฟ่า เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติ Fisher exact test และ repeated measure ANOVA
ผลการวิจัย พบว่าด้านผู้ป่วย กลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติและกลุ่มหลังปรับการใช้แนวปฏิบัติ เกิด UE น้อยกว่ากลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .01) ด้านบุคลากร พยาบาลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F (2,22) = 16.84, p = .001) เมื่อเปรียบเทียบรายคู่ พบว่าคะแนนความรู้หลังใช้แนวปฏิบัติสูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ (p = .031) หลังปรับการใช้แนวปฏิบัติคะแนนความรู้สูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ (p =.001) และหลังใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ (p = .021) ส่วนความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 100
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ หรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ก่อนเท่านั้น
วิธีการอ้างอิง
การอ้างอิง
งานสถิติโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา. (2565). สถิติผู้ป่วย กลุ่มงานเวชระเบียนและสถิติ. โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา.
จันทร์ทิรา เจียรณัย, ณัฐฐิตา เพชรประไพ, ศรัญญา จุฬารี, วาริธร ประวัติวงศ์, รวีวรรณ พงษ์พุฒิพัชร, และสิริกร ขาวบุญมาศิริ. (2561). การดูดเสมหะแบบระบบปิดในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ: การทบทวนจากหลักฐานเชิงประจักษ์. ราชาวดีสาร วิทยาลัยบรมราชชนนี สุรินทร์, 8(1), 82-93.
ธันยมัย ศรีหมาด, และยุพิณ วัฒนสิทธิ์. (2560). การเปลี่ยนแปลงของแรงดันถุงลมท่อช่วยหายใจใจในหอผู้ป่วยศัลยกรรมทางเดินหายใจ โรงพยาบาลสงขลานครินทร. วารสารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (TUH Journal online), 2(3), 35-40.
นลินรัตน์ พรหมโส, อภิญญา วงศ์พิริยโยธา, และสุพัตรา บัวที. (2566). สถานการณ์การเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์, 14(2), 329-341.
นิภาวรรณ ชามทอง, และศรัญญา ตุกชูแสง. (2567). การพัฒนารูปแบบทีมการพยาบาลเพื่อป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผนในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม. วารสารการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ไทย, 11(2), 37-51.
บังอร นาคฤทธิ์, อำภาพร นามวงศ์พรหม, และน้ำอ้อย ภักดีวงศ์. (2558). การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจและระยะเวลาการใส่เครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการดูแลโดยใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์. วารสารเกื้อการุณย์, 22(1), 129-143.
มณีนุช สุทธสนธิ์, ขนิษฐา แก้วกัลยา, และวาสนา นัยพัฒน์. (2560). ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลต่ออัตราการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดในผู้ป่วยอาการหนักในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 10(2), 58-70.
รัตนา ทองแจ่ม. (2563). การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด.วารสารมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล, 33(1), 31-39.
สำลี คิมนารักษ์, ราตรี สุขหงส์, ยุพา พิมพ์ดี, และสมปอง ใจกล้า. (2562). ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการถอดท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน งานห้องผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลนครปฐม. วารสารแพทย์เขต 4-5, 38(3), 210-225.
เอื้องฟ้า สุขกุล, สุบงกช ศรีวันทา, และไลทอง ภัทรปรียากูล. (2563). ผลการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการถอดท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผนในผู้ป่วยหนักที่ใส่ท่อช่วยหายใจ. วารสารกองการพยาบาล, 47(3), 122-141.
Ai, Z. P., Gao, X. L., & Zhao, X. L. (2018). Factors associated with un-planned extubation in the intensive care unit for adult patients: A systematic review and meta-analysis. Intensive and Critical Care Nursing, 47, 62–68. doi: 10.1016/j.iccn.2018.03.008
Blakeman, T. C., Scott, J. B., Yoder, M. A., Capellari, E., & Strickland, S. L. (2022). AARC clinical practice guidelines: Artificial airway suctioning. Respiratory Care, 67(2), 258–271. doi: 10.4187/respcare.09548
Chao, C. M., Sung, M. I., Cheng, K. C., Lai, C. C., Chan, K. S., Cheng, A. C., … Chen, C. M. (2017). Prognostic factors and outcomes of unplanned extubation. Scientific reports, 7, 8636. doi: 10.1038/s41598-017-08867-1
Li, D.X., Huang, X., & Jin, S.Q. (2021) A comparison of five adhesive tapes for securing endotracheal tube in a manikin. International Journal of Clinical Medicine, 12, 451-458. doi: 10.4236/ijcm.2021.1210041
Melnyk, B. M., & Fineout-Overholt, E. (2015). Evidence-based practice in nursing & healthcare: A guide to best practice (3rd ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer Health.
Sirata, C. (2007). The development of a clinical nursing practice guideline to prevent self extubation in critical adult patients. Unpublished master’s thesis of Nursing Science (Adult Nursing), Mahidol University, Bangkok, Thailand.
Sushma, T. K. (2017). Unplanned extubation in the intensive care unit. Indian Journal of Respiratory Care, 6(1), 773–776.
Trenchat, L., Galerneau, L. M., Ruckly, S., Sigaud, F., Terzi, N., Garrouste, M., … Timsit, J. F. (2025). Self-extubation in critically ill patients: from the French OUTCOMEREA Network. The Journal of Critical Care, 29, 286. doi: 10.1186/s13054-025-05472-x