การเปรียบเทียบความตั้งใจและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวใน 6 เดือนแรกระหว่างมารดาหลังคลอดชาวไทยและชาวต่างชาติในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความตั้งใจและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวใน 6 เดือนแรก ระหว่างมารดาหลังคลอดชาวไทยและมารดาหลังคลอดชาวต่างชาติในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอดชาวไทย จำนวน 220 คน และมารดาหลังคลอดชาวต่างชาติ จำนวน 150 คน ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2566 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ คือ มารดาหลังคลอดทั้งคลอดปกติและผ่าตัดคลอดที่เข้ารับการรักษาในตึกหลังคลอด สื่อสารภาษาไทยรู้เรื่อง และยินยอมเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคมต่อความตั้งใจในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียว และข้อมูลความตั้งใจในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และ Mann-Whitney U-test ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 100 ของมารดาหลังคลอดชาวต่างชาติ และร้อยละ 95.91 ของมารดาหลังคลอดชาวไทย มีความตั้งใจในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวใน 6 เดือนแรก กลุ่มมารดาหลังคลอดชาวต่างชาติมีความตั้งใจในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดามากกว่ากลุ่มมารดาหลังคลอดชาวไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² 6.089, p .012) และมารดาหลังคลอดชาวไทยมีการรับรู้ประโยชน์ และการสนับสนุนทางสังคมต่อการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา มากกว่ามารดาหลังคลอดชาวต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z -4.293, p .000 และ Z -6.705, p .000 ตามลำดับ) ส่วนการรับรู้อุปสรรคและการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาของมารดาหลังคลอดทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน
ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยให้บุคลากรทางสุขภาพเข้าใจความแตกต่างด้านการรับรู้ประโยชน์ต่อการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา และการได้รับสนับสนุนทางสังคมระหว่างมารดาหลังคลอดชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนและพัฒนารูปแบบการดูแลที่เหมาะสมกับมารดาแต่ละกลุ่มเพื่อส่งเสริมความตั้งใจในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวต่อไป
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ หรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ก่อนเท่านั้น
วิธีการอ้างอิง
การอ้างอิง
ชุดาณัฏฐ์ ขุนเพชร, และศศิกานต์ กาละ. (2562). ประสบการณ์ความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอด. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 11(2), 1-11.
ญาณิศา เถื่อนเจริญ, และกัญญดา ประจุศิลป. (2551). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาร่วมกับการสนับสนุนของสามี ต่อการปฏิบัติการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 20(3), 55-68.
ณิชาพร ทิพสิงห์, ศิริวรรณ แสงอินทร์, และพิริยา ศุภศรี. (2562). ปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 4-6 สัปดาห์หลังคลอด ในมารดาที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนก่อนตั้งครรภ์. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 31(1), 72-84.
ดวงพร ผาสุวรรณ. (2563). ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน: กรณีศึกษาจังหวัดนครปฐม. วารสารเกื้อการุณย์, 27(1), 71-84.
ทิพาวรรณ สมจิตร, นวภรณ์ ดอกชะบา, มัทนา พรมรักษา, และทัศนีวรรณ กรุงแสนเมือง. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนแรกของมารดาหลังคลอด. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ, 4(2), 115-124.
นันทนา น้ำฝน, สกาวเดือน ไพบูลย์, และสุดารัตน์ สุวารี. (2559). วัฒนธรรม ความเชื่อ การปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังคลอดของสตรีชาวพม่าที่พักอาศัยในจังหวัดสมุทรสาคร. วารสารพยาบาลตำรวจ, 8(2), 73-82.
ปาริฉัตร แซ่ลิ้ว, กรรณิการ์ กันธะรักษา, และนงลักษณ์ เฉลิมสุข. (2558). การรับรู้ประสบการณ์การคลอด การสนับสนุนทางสังคม และความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาของมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอด. พยาบาลสาร, 42(ฉบับพิเศษ), 69-81.
พัชนียา เชียงตา, ฉวี เบาทรวง, และกรรณิการ์ กันธะรักษา. (2557). ผลของการสนับสนุนทางสังคมต่อความสำเร็จในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวของมารดาครรภ์แรก. พยาบาลสาร, 41(3), 1-12.
มาลีวัล เลิศสาครศิริ. (2561). การสนับสนุนของครอบครัวต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาวัยรุ่นหลังคลอด. วารสารการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 11(4), 1-9.
วนิดา ชวเจริญพันธ์, ศิริพร ฉายาทับ, อาทิตยา แก้วน้อย, ศริณธร มังคะมณี, และเฉลิมขวัญ ศรีสุวรรณ. (2566). ปัจจัยทำนายความตั้งใจในการเลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดาในยุควิถีชีวิตใหม่เพื่อป้องกันและเลี่ยงโรคระบาดของมารดาหลังคลอดโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี. วารสารพยาบาลทหารบก, 24(3), 398-406.
สถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย. (2567). สถานการณ์ตัวชี้วัด 3.14 “ดัชนีพัฒนาการเด็กสมวัย” ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567: “นมแม่” ต้นทุนสู่เด็กไทยพัฒนาการสมวัย. สืนค้น 1 พฤศจิกายน 2567, จาก https://hp.anamai.moph.go.th/web-upload/4xceb3b571ddb70741ad132d75876bc41d/tinymce/OPDC/OPDC2567F/02MIHD/IDC314/OPDC2567_IDC3-14_02.pdf
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2566). รายงานสรุปผลที่สำคัญ: การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565. สืนค้น 1 พฤศจิกายน2567, จาก
https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2023/20230919093934_37689.pdf
อรัญญา ทองก้อน, กชพร สิงหะหล้า, อุมาภรณ์ กั้วสิทธิ์, และจารุวรรณ ก้าวหน้าไกล. (2563). ความตั้งใจและอุปสรรคในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาของมารดาวัยรุ่นครรภ์แรก. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 13(2), 634-640.
อิงหทัย ดำจุติ, และศศิกานต์ กาละ. (2565). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ของมารดาทำงานนอกบ้าน. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 9(1), 107-120.
American Academy of Pediatrics [AAP]. (2012). Breastfeeding and the use of human milk. Pediatrics, 129(3), e827-e841. doi:10.1542/peds.2011-3552
Hamer, D. H., Solomon, H., Das, G., Knabe, T., Beard, J., Simon, J., … MacLeod, W. B. (2022). Importance of breastfeeding and complementary feeding for management and prevention of childhood diarrhoea in low-and middle-income countries. Journal of global health, 12, 1-8. doi: 10.7189/jogh.12.10010
Hmone, M. P., Li, M., Agho, K., Alam, A., & Dibley, M. J. (2017). Factors associated with intention to exclusive breastfeed in central woman’s hospital, Yangon, Myanmar. International Breastfeeding Journal, 12(1), 1-12. doi: 10.1186/s13006-017-0120-2
Modak, A., Ronghe, V., & Gomase, K. P. (2023). The psychological benefits of breastfeeding: Fostering maternal well-being and child development. Cureus, 15(10), 1-10. doi: 10.7759/cureus.46730
The United Nations Children's Fund [UNICEF]. (2023). Global breastfeeding scorecard 2023. Retrieved November 1, 2024, from https://www.unicef.org/documents/global-breastfeeding-scorecard-2023
World Health Organization [WHO]. (2024). On World Breastfeeding Week, UNICEF and WHO call for equal access to breastfeeding support. Retrieved November 1, 2024, from https://www.who.int/news/item/31-07-2024-on-world-breastfeeding-week--unicef-and-who-call-for-equal-access-to-breastfeeding-support
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed). New York: Harper and Row.