ประสิทธิผลของการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวของสตรีตั้งครรภ์แรกในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะตั้งครรภ์
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวของสตรีตั้งครรภ์แรกในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีตั้งครรภ์แรก จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับแอพพลิเคชั่นไลน์เกี่ยวกับการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะตั้งครรภ์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยและรวบรวมข้อมูล คือ แอพพลิเคชั่นไลน์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้ แบบประเมินทัศนคติ และแบบประเมินการปฏิบัติตัว ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 ทดสอบความเชื่อมั่นแบบประเมินความรู้โดยสถิติ KR 20 เท่ากับ .83 แบบประเมินทัศนคติ และแบบประเมินการปฏิบัติตัว ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .77 และ .77 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบโดยสถิติทีสองกลุ่มอิสระ และสองกลุ่มไม่อิสระ
ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001, p<.05, p<.01, ตามลำดับ) และคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001, p<.01, p<.05, ตามลำดับ) ดังนั้น ควรนำแอพพลิเคชั่นไลน์นี้ไปให้ความรู้แก่สตรีตั้งครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรวดเร็วขณะตั้งครรภ์ ในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะตั้งครรภ์
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ หรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ก่อนเท่านั้น
วิธีการอ้างอิง
การอ้างอิง
กัลยา กิติมา. (2567). ผลของการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและติดตามหญิงตั้งครรภ์ ที่มีภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดโดยใช้ไลน์แอปพลิเคชัน. Phrae Medical Journal and Clinical Sciences, 31(2), 60-74.
กลุ่มอนามัยมารดาและเด็กปฐมวัย กรมอนามัย. (2567). วิเคราะห์สถานการณ์การตายมารดาของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2567. สืบค้น 20 มีนาคม 2567, จาก https://hp.anamai.moph.go.th/web-upload/4xceb3b571ddb70741ad132d75876bc41d/tinymce/OPDC/OPDC2568F/IDC32/OPDC2568_IDC3-2_01-1.pdf
ขวัญฤดี ฮวดหุ่น. (2560). อิทธิพลของแอพพลิเคชั่นไลน์ในการสื่อสารยุคปัจจุบัน. วารสารศิลปการจัดการ, 1(2), 75-88.
นิพิฐพนธ์ สนิทเหลือ, วัชรีพร สาตร์เพ็ชร์, และญาดา นภาอารักษ์. (2562). การคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป G*POWER. วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, 5(1), 496-507.
ปิยะพร ศิษย์กุลอนันต์, และพรสวรรค์ คำทิพย์. (2563). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและการติดตามด้วยแอพพลิเคชั่น LINE ต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายแกว่งแขน และระดับน้ำตาลในเลือดของสตรีที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์. วารสารสภาการพยาบาล, 35(2), 52-69.
สุจิตรา เทียนสวัสดิ์. (2563). การพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวิจัยทางการพยาบาล. เชียงใหม่: สยามพิมพ์นานา.
เสาวนีย์ อินทรเนตร, และรพีพรรณ นาคบุบผา. (2567). ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดในสตรีตั้งครรภ์แรก. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี, 7(2), 90-104.
Al-Thani, H., El-Menyar, A., Sathian, B., Mekkodathil, A., Thomas, S., Mollazehi, M., … Abdelrahman, H. (2019). Blunt traumatic injury during pregnancy: A descriptive analysis from a level 1 trauma center. European Journal of Trauma and Emergency Surgery, 45(3), 393–401. doi:10.1007/s00068-018-0948-1
Bloom, B. S., Hastings, J. T., & Madaus, G. F. (1971). Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York, NY: McGraw-Hill.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). New Jersey, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Cunningham, F. G., Leveno, K. J., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Spong, C. Y., & Casey, B. M. (2022). Williams obstetrics (26th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
Hrvatin, I., & Rugelj, D. (2021). Risk factors for accidental falls during pregnancy – a systematic literature review. The Journal of Maternal-Fetal & Neonatal Medicine, 35(25), 7015–7024. doi: 10.1080/14767058.2021.1935849
Irving, T., Menon, R., & Ciantar, E. (2021). Trauma during pregnancy. BJA Education, 21(1), 10–19.
doi: 10.1016/j.bjae.2020.08.005
Krathwohl, D. R., Bloom, B. S., & Masia, B. B. (1964). Taxonomy of education objective: The classification of educational goals, handbook II: Affective domain. New York, NY: Longman.
Madden, A.-M., & Meng, M.-L. (2020). Cardiopulmonary resuscitation in the pregnant patient. BJA Education, 20(8), 252-258. doi: 10.1016/j.bjae.2020.03.007
Physiopedia. (2025). The biomechanics of pregnancy. Retrieved March 20, 2025, from https://www.physio-pedia.com/The_Biomechanics_of_Pregnancy
Polit, D. F., & Beck, C. T. (2021). Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice (11th ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer.