บทบาทของพยาบาลกับการใช้สารสกัดกัญชาในทางการแพทย์
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
ในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) ซึ่งผ่อนปรนให้สามารถนำกัญชามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัย กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ประกอบด้วยการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย สามารถใช้ประโยชน์จากสารสกัดกัญชา เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยในการบรรเทาอาการปวด นอนไม่หลับ การคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษาได้ยาก รวมถึงอาการปวดในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชาเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการใช้กัญชาเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลข้างเคียง เช่น ภาวะพิษจากกัญชา ซึ่งทำให้กระวนกระวาย ใจสั่น ช็อก ไม่รู้สึกตัว ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองและผู้อื่นเนื่องจากการเกิดอาการทางจิต ประสาทหลอน หวาดระแวง และมีโอกาสติดกัญชาได้ พยาบาลเป็นบุคลากรที่มีสัดส่วนมากที่สุดในระบบบริการสุขภาพ และเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้กัญชาทางการแพทย์ จำเป็นต้องมีความรู้และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานด้านการคัดกรองเพื่อประเมินความจำเป็นและความต้องการในการใช้สารสกัดกัญชา การให้ความรู้ความเข้าใจและให้คำปรึกษา/คำแนะนำที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งติดตามประเมินอาการและความเสี่ยงหลังได้รับการรักษาด้วยสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้กัญชาปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในขณะรับการรักษาด้วยกัญชาทางการแพทย์
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ หรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. ก่อนเท่านั้น