การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดย การใช้ TAPSE Model
Abstract
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) (TAPSE Model) เพื่อส่งเสริมทักษะ การคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) หาประสิทธิภาพของ TAPSE Model โดยใช้ E1/E2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ TAPSE Model โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 1 ห้องเรียน มี 36 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษาแนวกรอบแนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอน แนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้เชิงรุก จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ออกแบบการเรียนรู้จัดทำ TAPSE Model นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อทำการประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิจัย ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) TAPSE Model คุณภาพของรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ มีความเหมาะสมมากที่สุด ( = 4.67, S.D. = 0.19) 2) แผนการจัดการเรียนรู้ คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ มีความเหมาะสมมากที่สุด ( = 4.61, S.D. = 0.12) 3) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ ค่าความยากง่ายรายข้อ (p) ตั้งแต่ 0.35 – 0.78 และ ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ตั้งแต่ 0.25 – 0.85 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) (TAPSE Model) ที่พัฒนาประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นดึงความสนใจนำเข้าสู่บทเรียน (T) 2) ขั้นปฏิบัติงานสร้างองค์ความรู้ (A) 3) ขั้นนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (P) 4) ขั้นสรุปและประยุกต์ใช้ความรู้ (S) 5) ขั้นประเมินผล (E) 2) ประสิทธิภาพของ TAPSE Model เท่ากับ 78.80/77.87 และทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อ TAPSE Model มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมเท่ากับ 4.59
- บทความทุกเรื่องที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชา (Peer review) ในรูปแบบไม่มีชื่อผู้เขียน (Double-blind peer review) อย่างน้อย ๓ ท่าน
- บทความวิจัยที่ตีพิมพ์เป็นข้อค้นพบ ข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนเจ้าของผลงาน และผู้เขียนเจ้าของผลงาน ต้องรับผิดชอบต่อผลที่อาจเกิดขึ้นจากบทความและงานวิจัยนั้น
- ต้นฉบับที่ตีพิมพ์ได้ผ่านการตรวจสอบคำพิมพ์และเครื่องหมายต่างๆ โดยผู้เขียนเจ้าของบทความก่อนการรวมเล่ม