ความสามารถในการจับจังหวะการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยดัชนีบ่งชี้ MACD, Bollinger Bands และ RSI

  • กฤตชญ ชาญวิรวงศ์
  • ศศิพันธ์ นิตยะประภา
  • ธนโชติ บุญวรโชติ
Keywords: ดัชนีบ่งชี้, MACD, Bollinger Bands, RSI, การพยากรณ์หลักทรัพย์

Abstract

การศึกษาอิสระเรื่อง “ความสามารถในการจับจังหวะการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยดัชนีบ่งชี้ MACD, Bollinger Bands และ RSI” มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความสามารถในการจับจังหวะซื้อขายราคาดัชนีหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : SET ด้วยดัชนีบ่งชี้ 3 ชนิด ได้แก่ Moving Average Convergence Divergence: (12, 26, 9), (5, 35, 9), (20, 50,10) และ(15, 60, 10), Bollinger Bands: (20, 2SD), (10, 2SD), (30, 2SD) และ(20, 1.8SD) และRelative Strength Index:
(70, 30), (60,  30), (65, 35) และ(65, 40) โดยทำการจำลองระบบการซื้อขายแบบอัตโนมัติ เพื่อวัดประสิทธิภาพในแต่ละดัชนีบ่งชี้ ทั้งหมด 12 ประเภท โดยใช้การพยากรณ์ราคาหลักทรัพย์ในช่วงเวลา 3 ปี และทำการทดสอบโดยสมมุติสภาวะเศรษฐกิจ 3 แบบ ได้แก่ ภาวะตลาดขาขึ้น,  ภาวะตลาดขาลง และภาวะตลาดพักตัวออกข้าง ในช่วงเวลา 1 ปี โดยใช้ข้อมูลราคาปิด แบบรายวัน ตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 – 2017

จากการศึกษาพบว่าดัชนีบ่งชี้ที่สามารถจับจังหวะในการเข้าซื้อได้แม่นยำมากที่สุดคือ Bollinger Bands
(30, 2SD) โดยมีโอกาสสร้างผลกำไรอยู่ที่ 63 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีความเสี่ยงมากที่สุดเช่นกัน โดยดัชนีบ่งชี้ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดคือ MACD(5, 35, 9) และการทดสอบในภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกันพบว่าในภาวะเศรษฐกิจขาขึ้นเป็นภาวะเดียวที่สามารถลงทุนแล้วมีโอกาสสร้างกำไรได้ โดยมีความสามารถใกล้เคียงกันในทุกดัชนีบ่งชี้ซึ่งมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาวะอื่นๆนั้นไม่มีดัชนีบ่งชี้ชนิดใดที่จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สามารถใช้ในการช่วยตัดสินใจในการซื้อขายเป็นครั้งคราวได้ ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่สูงกว่าในภาวะตลาดขาขึ้น

Published
2020-08-19

##plugins.generic.recommendByAuthor.heading##